ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา ชื่อ “Dragon Ball” แทบจะเป็นคำพ้องความหมายกับ “โกคู” หรือ “เวเจต้า” เสมอมา ไม่ว่าจะเป็นการแปลงร่างขึ้นสู่พลังใหม่ การปะทะกับศัตรูที่แข็งแกร่งขึ้นทุกอาร์ค หรือฉากส่งท้ายที่ผู้ชมรู้ดีว่าต้องเป็นนักรบซายาน คนใดคนหนึ่งที่พลิกสถานการณ์ได้เสมอ แต่ใน Dragon Ball Super: Super Hero ภาพยนตร์ปี 2022 ที่กลายเป็นงานสร้างสุดท้ายของผู้ล่วงลับอย่าง อากิระ โทริยามะ ก่อนที่ท่านจะจากไปในปี 2024 โลกของ Dragon Ball ได้หมุนแกนใหม่ครั้งสำคัญ และตัวละครที่ได้รับรางวัลแห่งความยุติธรรมนั้นก็คือ พิคโคโล นักรบชาวนาเมกเซียนผู้ถูกลืมมานานเกินไป
จากวายร้ายสู่อาจารย์ผู้ถูกทอดทิ้ง: ปมหลังของพิคโคโล
เพื่อให้เข้าใจว่าทำไม Super Hero ถึงมีความหมายลึกซึ้งขนาดนี้ เราต้องย้อนกลับไปตั้งต้น พิคโคโลเดบิวต์ในฐานะตัวร้ายสูงสุดของ Dragon Ball ดั้งเดิม ก่อนที่ Dragon Ball Z จะพลิกสถานะเขาให้กลายเป็นพันธมิตรและอาจารย์ของโกฮัง บุตรชายของโกคู ฉากที่พิคโคโลยอมสละร่างกายของตัวเองเพื่อปกป้องโกฮังจาก เนลล์ ในสนามรบถือเป็นหนึ่งในโมเมนต์ที่สะเทือนอารมณ์ที่สุดในอนิเมะตลอดกาล มันคือจุดที่ผู้ชมรู้ว่า ชายผิวเขียวคนนี้ไม่ใช่แค่ตัวสนับสนุนอีกต่อไป เขาคือพ่อคนที่สองของโกฮัง
แต่หลังจากอาร์ค Cell จบลง ชะตากรรมของพิคโคโลก็เหมือนถูกตัดสินโดยนักเขียน เขาค่อยๆ ถูกผลักให้ไปอยู่แถวหลัง กลายเป็นตัวละครที่มีหน้าที่แค่ “ฝึกเด็ก” และ “ให้คำแนะนำ” ใน Dragon Ball GT ที่แฟนๆ ล้อกันว่าย่อมาจาก “Goku Time” เขาถึงกับต้องตายและลงนรก และใน Dragon Ball Super ช่วง Tournament of Power เขาก็ออกจากเวทีอย่างไม่สมเกียรติเท่าไหร่นัก สถานการณ์ทั้งหมดนี้สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างของแฟรนไชส์ที่ยึดติดกับพลังของนักรบซายานจนลืมว่ายังมีตัวละครอื่นที่มีศักยภาพรอการพัฒนา
Dragon Ball Super: Super Hero คือคำตอบของทุกคำถามเหล่านั้น
Red Ribbon กลับมาแล้ว และคราวนี้พวกเขาไม่ได้ตลก
โครงเรื่องของ Super Hero เริ่มต้นด้วยการฟื้นคืนชีพของ กองทัพริบบิ้นแดง (Red Ribbon Army) องค์กรอาชญากรที่โกคูจัดการมาตั้งแต่สมัยเป็นเด็ก ครั้งนี้ผู้นำรุ่นใหม่ขององค์กรได้สร้างหุ่นยนต์นักรบคู่ใหม่คือ แกมมา 1 และ แกมมา 2 โดยมีเป้าหมายทำลาย Capsule Corporation และนักรบ Z ทั้งหมด ทฤษฎีสมคบคิดที่องค์กรนี้ยึดถือก็คือ บูลมาและทีมงานของเธอกำลังรับความช่วยเหลือจากมนุษย์ต่างดาวเพื่อยึดครองโลก ซึ่งหากมองอย่างเป็นกลาง… ก็ไม่ได้ผิดไปจากความจริงมากนัก
สิ่งที่น่าสนใจในการตั้งค่าของศัตรูคู่นี้คือ แกมมา 1 และ 2 ไม่ใช่หุ่นยนตร์ที่ชั่วร้ายแบบไร้ความรู้สึก แต่พวกเขาเชื่อมั่นอย่างจริงใจว่าตัวเองกำลังทำหน้าที่ฮีโร่เพื่อปกป้องโลก ความซับซ้อนเชิงศีลธรรมนี้ทำให้ Super Hero ไม่ใช่แค่เรื่องของ “พวกดีสู้กับพวกเลว” แต่เป็นการตั้งคำถามว่า “ฮีโร่” หมายความว่าอะไรกันแน่
พิคโคโลสายลับ: เมื่ออนิเมะแอ็กชันโอบรับอารมณ์ขัน
หนึ่งในจุดเด่นที่น่าประทับใจที่สุดของ Super Hero คือการที่ภาพยนตร์กล้านำจิตวิญญาณของ Dragon Ball ยุคดั้งเดิมกลับมา ยุคที่ซีรีส์นี้ยังเป็นการผจญภัยเบาสมองแทนที่จะเป็นมหากาพย์แห่งการทำลายจักรวาล และฉากที่สรุปจิตวิญญาณนั้นได้ดีที่สุดก็คือ ฉากพิคโคโลปลอมตัวเป็นทหาร Red Ribbon
จินตนาการดูภาพ: นักรบนาเมกเซียนผิวเขียวใส่ชุดทหารของศัตรู แล้วเดินสบายๆ เข้าไปในฐานทัพลับโดยไม่มีใครสนใจมากนัก เมื่อถูกถามถึงสีผิวที่ต่างออกไป คำอธิบายของเขาก็คือ “ปัญหาเรื่องท้อง” ความสนุกแบบนี้คือสิ่งที่คนรุ่นแรกที่โตมากับ Dragon Ball รอคอยมาหลายปี มันไม่ได้พยายามจะยิ่งใหญ่หรือซีเรียสทุกนาที มันแค่ “สนุก” ในแบบที่ Dragon Ball ยุคดั้งเดิมทำได้ดีเสมอ
อารมณ์ขันยังปรากฏในรูปแบบอื่นตลอดทั้งเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นตัวละครที่ต้องทำโดมพิเศษบนหลังคารถเพื่อรองรับทรงผมฟูขนาดใหญ่ หรือโกฮังที่หมกมุ่นกับการศึกษามดสายพันธุ์ที่เรืองแสงสีทองเมื่อเผชิญอันตราย ซึ่งเขาตั้งชื่อมันว่า “Super Saiy-Ants” — เล่นคำที่ทั้งตลกและน่ารักอย่างบอกไม่ถูก
พิคโคโลกับโกฮัง: สายสัมพันธ์ที่ยืนหยัดผ่านกาลเวลา
หัวใจสำคัญของ Super Hero ไม่ได้อยู่ที่การสู้รบ แต่อยู่ที่ ความสัมพันธ์ระหว่างพิคโคโลและโกฮัง ซึ่งในภาพยนตร์เรื่องนี้ได้ขยายออกไปอีกขั้น เมื่อพิคโคโลรับบทบาทเป็นผู้ฝึกสอน แพน ลูกสาวของโกฮัง ทำให้ความสัมพันธ์ของครูกับศิษย์ขยายออกไปสู่รุ่นที่สาม
แต่เรื่องที่น่าหนักใจกว่านั้นคือ โกฮังเองซึ่งมีศักยภาพที่เหนือกว่าใครในจักรวาล กลับทิ้งการฝึกซ้อมไปโดยปริยายเพราะจมอยู่กับงานวิจัยและชีวิตปกติ พิคโคโลในฐานะอาจารย์ต้องทนเห็นศิษย์คนโปรดล้าหลัง และเขาพยายามกระตุ้นโกฮังครั้งแล้วครั้งเล่า แต่ก็ไม่เป็นผล จนกระทั่งสถานการณ์วิกฤตบังคับให้โกฮังต้องตื่นขึ้น
ประเด็นนี้สะท้อนความเป็นจริงในชีวิตมนุษย์ได้อย่างแยบยล หลายคนมีพรสวรรค์มหาศาลแต่กลับไม่ได้ใช้มัน ไม่ใช่เพราะขี้เกียจ แต่เพราะถูกชีวิตประจำวันดูดกลืนจนลืมตัวเอง พิคโคโลในฐานะ “พ่อ” จึงต้องทำสิ่งที่ยากที่สุด นั่นคือปล่อยให้ลูกศิษย์เผชิญกับผลที่ตามมาจากการเลือกของตัวเอง
ออเรนจ์ พิคโคโล: การแปลงร่างที่โลกรอคอย
เมื่อถึงจุดวิกฤต Super Hero มอบสิ่งที่แฟนๆ ไม่กล้าหวังมานานหลายทศวรรษ นั่นคือ การแปลงร่างใหม่ของพิคโคโล หลังจากขอพรจากมังกรศักดิ์สิทธิ์ เชนหลง พิคโคโลได้ปลดปล่อยพลังที่ซ่อนอยู่ภายในร่างออกมาในรูปแบบ “Power Awakened” และในที่สุดก็ถึง Orange Piccolo รูปแบบที่ทำให้เขาก้าวขึ้นมาอยู่ในระดับเดียวกับนักรบซายานชั้นแนวหน้าได้อย่างแท้จริง
ชื่อ “Orange Piccolo” อาจฟังดูตรงไปตรงมาไม่ต่างจาก “Super Saiyan Blue” ที่โดนแซวเรื่องความขี้เกียจตั้งชื่อมาก่อน แต่ทางภาพลักษณ์นั้น การออกแบบมีความงามและพลังในตัว ชุดม่วงของพิคโคโลสว่างขึ้น สิ่งที่ดูเหมือนกล้ามเนื้อสีชมพูบนร่างกายได้กลับไปเป็นสีเหลืองอย่างในการปรากฏตัวครั้งแรก ทำให้ดูคลาสสิกแต่ทรงพลังในเวลาเดียวกัน
บางคนอาจมองว่าการได้รับพลังแบบนี้ผ่านการขอพรมังกรฟังดู “ง่ายเกินไป” แต่มองในมุมเชิงสัญลักษณ์แล้ว มันคือการที่จักรวาลตัดสินว่า พิคโคโลสมควรได้มันมาตั้งนานแล้ว เชนหลงแค่คืนสิ่งที่ควรเป็นของเขาตั้งแต่ต้น
งานภาพ CG: ข้อถกเถียงที่ผลลัพธ์พูดแทนตัวเอง
Super Hero เป็นภาพยนตร์ Dragon Ball เรื่องแรกที่ใช้แอนิเมชัน 3 มิติแบบ CG เต็มรูปแบบ และมันสร้างกระแสวิจารณ์ทันทีเมื่อมีการเปิดเผยตัวอย่างแรก หลายคนรู้สึกว่าสไตล์ใหม่นี้ดูแปลกตาและไม่คุ้นเคย
แต่เมื่อดูจากผลลัพธ์จริงในโรงภาพยนตร์ คำตอบก็ชัดเจนขึ้น งาน CG ทำให้ฉากต่อสู้มีมิติและความลื่นไหลแบบที่แอนิเมชัน 2D แบบดั้งเดิมทำได้ยาก โดยเฉพาะช่วงท้ายเรื่องที่ตัวร้ายปล่อยพลังงานขนาดมหึมา และโกฮังบุกเข้าชนด้วยพลังเต็มสรรพกำลัง ภาพที่ออกมาดูยิ่งใหญ่และน่าตื่นเต้นในแบบที่ Dragon Ball ไม่เคยทำได้มาก่อน
ความงามของงาน CG ยังโดดเด่นในการแสดงผลการโจมตีพลังงาน (Ki Blasts) ที่ดูมีน้ำหนักและพลังระเบิดมากกว่าที่เคย สีสันสดใสและเอฟเฟกต์แสงที่ได้รับการพัฒนาให้ดูเป็นธรรมชาติมากขึ้น ทำให้แม้แต่ผู้ชมที่ไม่เชื่อในสไตล์ใหม่ก็ยากที่จะปฏิเสธความสวยงามในฉากสำคัญ
แกมมา 1 & 2: ศัตรูที่เราอยากเห็นเป็นพระเอก
หนึ่งในความสำเร็จด้านการเขียนบทของ Super Hero คือการสร้างตัวร้ายที่ไม่ใช่ตัวร้าย แกมมา 1 และ 2 ออกแบบมาในสไตล์ซุปเปอร์ฮีโร่อเมริกัน มีตัวอักษรสีสดพุ่งออกมาเหนือหัวเมื่อโจมตี ทำท่าโพสต์แบบนักรบในการ์ตูนฝั่งตะวันตก และพูดคุยกันเหมือนนักรบที่มีศักดิ์ศรี
ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองมีอารมณ์ขันในตัวเอง แต่ก็มีความจริงใจต่อกัน และเมื่อพวกเขาเริ่มตระหนักว่าตัวเองถูกใช้เป็นเครื่องมือของคนที่ไม่ดี การเปลี่ยนใจของแกมมาทั้งสองก็รู้สึกสมเหตุสมผลและน่าประทับใจ ไม่ใช่การ “กลับตัว” ที่ถูกยัดเยียดแบบที่อนิเมะหลายเรื่องมักทำ
มรดกของโทริยามะ: ผลงานชิ้นสุดท้ายที่สมบูรณ์แบบ
Dragon Ball Super: Super Hero เป็นภาพยนตร์ Dragon Ball เรื่องสุดท้ายที่ อากิระ โทริยามะ มีส่วนร่วมในการสร้าง และ Dragon Ball Daima ในปี 2024 ก็เป็นผลงานชิ้นสุดท้ายของเขาในฐานะผู้สร้าง Dragon Ball ก่อนที่ท่านจะเสียชีวิตในเดือนมีนาคม 2024
การที่ผลงานชิ้นนี้เลือกยกย่องพิคโคโล ตัวละครที่โทริยามะสร้างขึ้นมาเป็นวายร้ายและต่อมาพัฒนาเป็นหนึ่งในตัวละครที่ทรงคุณค่าที่สุดในซีรีส์ จึงรู้สึกเหมือนเป็นการปิดวงจรที่สมบูรณ์ มันเหมือนกับว่าโทริยามะรู้ตัวเองดีว่าเขาได้ทำไม่ดีกับพิคโคโลมานานพอแล้ว และนี่คือโอกาสของเขาที่จะแก้ไขสิ่งนั้น
Orange Piccolo ที่ยืนเคียงบ่าเคียงไหล่กับนักรบซายานได้อย่างสง่างามจึงไม่ใช่แค่ transformation ในแง่พลังรบ แต่คือการประกาศต่อโลกว่า “ชายผิวเขียวคนนี้สมควรได้รับสิ่งนี้มาตลอด”
บทสรุป: เมื่อ Dragon Ball จำเป็นต้องก้าวพ้นเงาของซายาน
Dragon Ball Super: Super Hero พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าแฟรนไชส์อายุกว่า 40 ปียังมีเรื่องราวใหม่ที่น่าตื่นเต้นให้เล่าอยู่ แต่เพื่อทำได้ มันต้องกล้าพอที่จะตอบคำถามว่า “จะเกิดอะไรขึ้นถ้าเราไม่พึ่งพาโกคูและเวเจต้าสักครั้ง?”
คำตอบที่ได้คือภาพยนตร์ที่มีหัวใจ มีอารมณ์ขัน มีการต่อสู้ที่ตระการตา และมีความรักต่อตัวละครที่แฟนๆ รู้สึกได้ทุกเฟรม พิคโคโลไม่ใช่ตัวสนับสนุนอีกต่อไป เขาคือตัวเอกที่แท้จริงที่โลกควรได้รู้จักมานานแล้ว
และสำหรับแฟนๆ ที่โตมากับ Dragon Ball Z รอดูพิคโคโลเสียสละตัวเองปกป้องโกฮังเมื่อ 30 ปีก่อน ภาพของ Orange Piccolo ที่ยืนสง่าอยู่กลางสนามรบในปี 2022 คือภาพที่พวกเขารอคอยมาตลอดชีวิต
คุณคิดว่า Dragon Ball ควรมอบบทบาทตัวเอกให้กับตัวละครอื่นนอกจากซายานบ้างไหม? และใครที่คุณอยากเห็นได้รับโอกาสแบบพิคโคโลบ้าง?